Monday, June 11, 2007

บทความที่ ๑๕๑. ส.ศิวรักษ์ลอกคราบชนชั้นกฎุมพีของตน ตอนที่ ๗ (จบ)

ส.ศิวรักษ์ลอกคราบชนชั้นกฎุมพีของตน
ตอนที่ ๗ (จบ)

ข้าพเจ้าเอง เมื่อรอดพ้นจากจินตนาการแห่งความคิดอันเป็นมิจฉาทิฏฐิเช่น ว่านี้ออกไปได้แล้ว ยิ่งเห็นคุณค่าของแนวคิดอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งมีนายปรีดี พนมยงค์เป็นผู้นำทัศนคติดังกล่าวของกรุงสยาม โดยที่ท่านเป็นคนแรกที่ปลุกราษฎรให้ตื่นขึ้นด้วยแถลงการณ์ฉบับแรกของคณะราษฎร ที่ประกาศก้องขึ้นในเช้าตรู่ของวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ คนเราเมื่อตื่นขึ้นแล้ว จะไม่มีวันหลับอีก หาไม่ไหนเลย กอ.รมน.จึงยังกำจัดผู้นำกรรมกรและผู้นำกสิกรกันอยู่ตลอดเวลา

สำหรับเราผู้มีการศึกษาดีโดยทั่ว ๆ ไป หรือถือตัวว่าเป็นชนชั้นนำต้องอย่างเห่อเหิมในทางอัตนิยม หากต้องอุทิศชีวิตและการงานเพื่อรับใช้ราษฎรส่วนใหญ่ซึ่งยากไร้กว่าเรา ทั้งทางความรู้ความคิดตลอดจนความั่นคงในชีวิต พร้อม ๆ กันนั้น เราก็ต้องเรียนรู้จากราษฎรเหล่านั้น เอาความคิดของประชาชนคนส่วนใหญ่ที่เป็นกระดูกสันหลังของชาติมาเป็นแกนนำ เพื่อให้อำนาจสูงสุดในการปกครองบ้านปกครองเมืองมาจากเขาและกลับไปสู่เขา โดยระดมกำลังความสามารถจากทุกฝ่าย ให้มาร่วมมือกันเพื่อจุดมุ่งหมายอันนี้ ไม่ต้องโจมตีกัน ไม่ต้องเอาเปรียบไพร่ แม้ขุนนางเก่าใหม่ ก็ต้องร่วมมือกัน ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพื่อผดุง ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และรัฐธรรมนูญ

ทั้งนี้ต้องมุ่งที่ความบริสุทธิ์ ยุติธรรม และสันติธรรม ให้มีการเอารัดเอาเปรียบกันให้น้อยลง ให้หมดการกดขี่ขูดรีดไป และให้กำจัดความฟุ้งเห่อเหิมให้หมดไป โดยใช้วิทยาศาสตร์เอาชนะไสยศาสตร์ ใช้พุทธศาสน์หรือศาสนาอื่น ๆ เป็นตัวหลัก ในการลดความเห็นแก่ตัว เพื่อบังเกิดความเอื้ออารี มีเมตตากรุณาธรรมแก่กันและกัน เพื่อเป็นพลังในทางความสามัคคี โดยรักษาเอกราชและอธิปไตยไว้ อย่างตั้งตัวเป็นนกลางชนิดที่ไม่ยอมให้อภิมหาอำนาจหนึ่งใดเข้ามากล้ำกรายเราได้ในทางใด ๆ และเราเองก็ไม่ต้องการเบียดเบียนเพื่อนบ้านด้วยประการใด หากมีน้ำใจไมตรีต่อกันและกัน ทั้งระดับราษฎรกับราษฎร และรัฐต่อรัฐ

ข้าพเจ้าเข้าใจว่านี่คือทัศนคติของนายปรีดี พนมยงค์ ซึ่งท่านได้แสดงออกทั้งทางคำพูด ข้อเขียนและการกระทำ ตั้งแต่ก่อนมีอำนาจทางการเมือง และในสมัยที่บริหารบ้านเมือง จนปลาสนาการไปจากอำนาจนั้น ๆ จริงอยู่ ในสมัยเมื่อท่านควบคุมนโยบายแห่งรัฐอยู่เอง ท่านย่อมต้องพึ่งอีกมากหลาย ในการดำเนินงานด้านรัฐประศาสน์ ซึ่งย่อมต้องมีความรับผิดพลาดและอาการอันขาดตกบกพร่องด้วยมิใช่น้อย โดยท่านเองก็ยอมรับในระยะเวลาต่อมา แต่ท่านปฏิบัติด้วยความซื่อสัตย์ บริสุทธิ์ยุติธรรมและด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตนเสมอมา

ที่ข้าพเจ้ากล่าวมานี้ ผู้ที่ตั้งตัวอยู่ในฝ่ายเผด็จการ ที่ไม่ถือธรรมเป็นอำนาจ ย่อมยากที่จะเห็นพ้องต้องด้วยได้ เพราะลึก ๆลงไป พวกนี้ไม่เชื่อประชาธิปไตยที่แจริง ไม่เคารพนับถือราษฎร และไม่เชื่อในธรรมมานุภาพ หากเชื่ออำนาจศักดิ์สิทธิ์มหัศจรรย์ทางไสยศาสตร์ ทั้งวิถีชีวิตของเขาก็สัปปลับสกปรกเกินกว่าที่เชื่อว่า นายปรีดีเป็นคนดีได้ถึงเพียงนี้ !

ใช่แต่เท่านั้น ความคิดขั้นพื้นฐานทางด้านประชาธิปไตยของนายปรีดีที่มีแนวโน้มไปทางสังคมนิยมแบบเสรี ที่จะให้ราษฎรเป็นใหญ่ ยังเป็นการท้าทายอภิสิทธิ์ชน ที่ต้องการนำวิธีของเผด็จการมาบริหารงานในระดับต่าง ๆ ทั้งทางห้างร้าน โรงเรียน และกรมกองตลอดจนภายในบ้านเรือนอีกด้วย โดยที่ใครเล่าจะยอมรับว่าตนโง่เขลาเบาปัญญา ก็เลยต้องหาทางทำลายล้างนายปรีดี ด้วยประการต่างๆ

ก็เมื่อหาทางทำลายกันซึ่ง ๆ หน้าไม่ได้ จึงต้องใช้กรณีสวรรคตเป็นพาหะ แม้นายปรีดีจะชนะความในศาลมาแล้วไม่รู้ว่ากี่ศาลต่อกี่ศาล ที่ชี้ให้เห็นความบริสุทธิ์ของตนในเรื่องนี้ แต่ผู้ที่แปดเปื้อนอยู่กับคดีนี้ หรือที่ใชคดีนี้เป็นประโยชน์ จึงยังคงโจมตีชื่อเสียงเกียรติคุณของนายปรีดีอยู่อีกต่อไป แม้ท่านผู้นี้จะวายชนม์ล่วงลับไปแล้วก็ตาม

เราต้องไม่ลืมว่าสัจจะย่อมชนะอาสัตย์ อมตวาจาของพระบรมศาสดา ข้าพเจ้าจึงถือเป็นหน้าที่ ที่ต้องเขียนถึงความข้อนี้ ให้แพร่หลายออกไป เพราะข้าพเจ้าเองก็เคยตกอยู่ในข่ายแห่งความสงสัยดังกล่าว จนเอาชนะอคติข้อนี้ได้ จึงหวังใจว่า การนำประสบการณ์ของตนมาตีแผ่ จะช่วยคนมืดบอดที่รักความเป็นธรรมเช่นข้าพเจ้าอีกเป็นจำนวนไม่น้อยให้ได้เข้าใจถูกต้องถ่องแท้ เพื่อเกิดศรัทธา ปสาทะในพระอมตวาจาแห่งตถาคตเจ้าดังกล่าวนั้นจงทั่วกัน

No comments: